ถนนสุเทพ หลังมช. ไม่ไกลจากตลาดต้นพยอม ซ้ายมือจะมีป้ายทางเข้า เป็นซอยเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยป้ายโฆษณา และป้ายบอกทางร้านค้าบริการต่างๆ แต่ก็มีป้ายอันหนึ่งบอกว่าเป็นทางเข้าวัดอุโมงค์ ขับรถตามซอบแคบๆนี้ไป ที่เต็มไปด้วยตึก อพาร์ทเมท์ เรื่อยไปตามทาง จนสุดซอย จะพบกับทางเข้าวัด.

วัดอุโมงค์ อย่างที่บอก สมัยที่เรียน ปวส. ถึง ป.ตรี ตอนนั้นผมเคยแอบแว๊บมาที่นี่อยู่บ่อยๆ แต่ก็สมัยนั้น มันไม่ค่อยมีอะไรให้ทำ ให้ไปเท่าไหร่ เข้าวัดก็แอบมางีบ...ถ้าไม่งั้นก็เดินดูโน่นนี่นั่น แต่ก็หลายครั้ง ที่มานอนอ่านหนังสือที่นี่อยู่บ่อยๆ ...อึม...ถ้าย้อนไปเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว ก็ได้มาบวชเป็นพระอยู่ที่วัดนี้ด้วย หลังจากนั้น ถ้ามีโอกาศ ก็จะมาอีกบ่อยๆ คงเพราะติดใจบรรยากาศที่เงียบและเย็นสบายที่นี่ แต่พักหลังยุงเยอะไปหน่อย...เอ๊ะ บอกกะใครดี...ก็ ทา กย.15 ก่อนไปก็ดีนะ...

จากทางเข้าวัด ก็เห็นได้แล้วว่่าร่มรื่นซะขนาดนี้ เดินเลี้ยวไปทางซ้าย จะไปตามทางที่จะเจอกับหอสมุดเล็กๆ เงียบดีทีเดียว ถ้ารถไม่วิ่งผ่านตรงนี้นะ. แต่ตรงทางเดินซีเมนต์เล็กๆเลี้ยวไปทางขวา จะไปเจอกับโรงครัว และขึ้นเนินไปอีกหน่อย ก็จะเป็นกุฎิ ที่ผมเคยจำวัดอยู่ แต่อย่าไปแถวนั้นเลย ให้เป็นเขตของพระท่านดีกว่า แต่ก็จะเห็นได้ว่า ร่มรื่นดีทีเดียว.

เดินตรงไปตามถนนลาดยางก็จะเห็นกำแพงดิน และก็มีบันไดขึ้นไปตามทางเดิน จะไปเจอกับลาน ที่มีเสาอโศก ขวามือจะเป็นโรงภาพเขียน เค้าบอกว่าเข้าได้ทั้งหญิงและชาย???ตรงนี้แหละที่ผมว่ายุงเยอะ...แต่ถ้ามาแล้วก็ลองเข้าไปดูนะครับ

 

ตรงสองข้างบันไดทางขึ้นเนิน มีรูปปั้นยักษ์อยู่ด้วย สะดุดตาทุกครั้งที่เดินผ่าน.ขึ้นบันไดอีกครั้ง เป็นเนินเล็กๆ ก็จะเห็นปากอุโมค์สามช่อง ที่ชวนให้คนที่มาเป็นครั้งแรกต้องอยากเดินเข้าไปดูข้างใน. ความเป็นมาของวัด และอุโมงค์แห่งนี้ ตามหนังสือที่ผมเคยอ่านมามีอยู่ว่า(เอาคร่าวๆนะครับ) พญามังรายทรงสร้างวัดแห่งนี้ เดิมเป็นป่าไผ่ เชิงดอยสุเทพ มีชื่อเดิมว่า"วัดเวฬุกัฏฐาราม" ต่อมา พญากือนา อาราธนาพระภิกษุ"เณรจันทร์"ให้มาพำนักที่วัดแห่งนี้ พร้อมกับทรงสร้างถ้ำเป็นอุโงค์ถวาย เพื่อใช้เป็นที่วิปัสสนากรรมฐาน ทำให้วัดแห่งนี้มีชื่อเรียกต่อมาว่า"วัดอุโมงค์"

ต่อมาวัดแห่งนี้ได้ร้างไป จนกระทั่งราวพ.ศ.๒๔๙๒ วัดแห่งนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่โดยเจ้าชื่น สิโรรส โดยได้นำแบบอย่างของสวนโมกขพลาราม อำเเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ของท่านพุทธทาสภิกขุมาเป็นแบบอย่าง. ปัจจุบันปากทางเข้าอุโมงค์ใีรูปเหมือนของท่านพุทธทาสภิกขุ อยู่ด้วย. หลังการบูรณะวัดอุโมงค์ขึ้นมาใหม่ ท่านปัญญานันทภิกขุ ได้เป็นเจ้าอาวาสรูปแรก.

 

กลับมาที่ทางเข้าอุโมงค์อีกครั้ง ที่ว่าอุโมงค์เป็นการสร้างขึ้นโดยสร้างถ้ำเลียนแบบธรรมชาติ ใช้วิธีก่ออิฐถือปูนขึ้นมาทั้งหมด เป็นรูปแบบที่พบในพม่าสมัยเมืองพุกาม. สร้างเป็นแนวยาวเชื่อมต่อกัน พื้นที่ระหว่าอุโมงค์ถมด้วยดินลูกรังอัดจนแน่น ปูด้านบนด้วยแผ่นอิฐ เดิมภายในอุโมงค์มีภาพจิตรกรรมฝาผนังซึ่งปัจจุบันลบเลือนไปมากแล้ว. ผนังด้านในระหว่างอุโมงค์มีช่องอยู่เป็นระยะ น่าจะเป็นที่ใช้วางผางประทีป สำหับจุดเป็นแสงสว่างภายในอุโมงค์. จากทางเข้าช่องกลางเดินไปทางขวาของอุโมงค์ จะมีบันไดเดินขึ้นไปบนอุโมงค์ชั้นสอง(ตรงที่ผมถ่ายรูปมาอวดนั่นแหละครับ) และมีทางออกไปด้านบนอุโมงค์ ไปบริเวณเจดีย์. แต่เพราะเราต้องถอดรองเท้าก่อนเข้าอุโมงค์ การขึ้นไปบริเวณเจดีย์ ออกไปขึ้นทางบันไดด้านหน้าจะสะดวกกว่านะครับ.

 

ออกมาจากอุโมงค์ เดินเลี้ยวไปทางขวา จะมีบันไดเดินขึ้นไปด้านบนของอุโมงค์. เป็นลานกว้างและมีเจดีย์อยู่ด้านบน. นักวิชาการกล่าวว่าเจดีย์ของวัดอุโมงค์ เป็นเจดีย์รุ่นแรกๆของศิลปะล้านนา สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่๑๙ เป็นเจดีย์ที่มีองค์ระฆังกลมขนาดใหญ่ มีต้นแบบอยู่ในศิลปะลังกา แต่ล้านนาคงไม่ได้รับมาจากลังกาโดยตรง ช่างพม่าสมัยเมืองพุกามคงรับรูปแบบมาสร้างก่อน จากนั้นช่างล้านนาจึงรับจากพม่ามาอีกทอดหนึ่ง.

 

 

ในหนังสือแนะนำท่องเที่ยวที่ผมมีอยู่ในมือ บอกไว้ว่า บริเวณใต้ฐานเจดีย์มีห้องลับ(กรุ) ขนาดราว๑ตารางเมตรซ่อนอยู่ ผนังของห้องเป็นแผ่นศิลาปิดทองคำเปลว มีภาพลายเส้นสีแดงชาด วาดเป็นรูปพระอดีตพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์ แต่ปัจจุบันภาพบนผนังนี้ลบเลือนไปจนหมด และห้องนี้ก็ถูกปิดไปแล้ว.สันนิษฐานว่าห้องดังกล่าวนี้ อาจเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งถูกคนร้ายลักลอบขุดไปเมื่อราวน้อยปีก่อน และได้ขโมยเครื่องทองและพระพุทธรูปทองไปด้วยเป็นจำนวนมาก. บริเวณเจดีย์นี้ในวันพระใหญ่ วันสำคัุญทางพระพุทธศาสนา มีการเวียนเทียนตรงบริเวณนี้ด้วย ซึ่งบรรยากาศคงความขลังดีทีเดียว.

 

ลงจากเจดีย์ ที่วัดแห่งนี้ยังมีทางเดินไปอ่างน้ำซึ่งเป็นบ่อปลา นักท่องเที่ยวมักซื้ออากหารปลา หรือขนมปังมาให้ปลาตรงนี้ และก็มีฝูงนกพิราบอยู่ด้วย เมื่อก่อนไม่มีนะ แต่เดี๋วยนี้มีเพียบเลย ซึ่งผมไม่ค่อยถูกกับนกพิราบเท่าไหร่ เลยไม่ได้ถ่ายรูปตรงนั้นมาอวด. นอกจากนั้น วัดอุโมงค์แห่งนี้ ยังมีค่ายคุณธรรม และป่าด้านหลังของวัด ก็เป็นเป็นเขตสงวนเป็นสวนสัตว์เปิดก็ว่าได้ แต่ต้องเดินเข้าไปลึกหน่อย ถ้ามีเวลาก็ลองเดินลึกเข้าไป สมัยที่ผมบวชเป็นพระที่นี่ ผมเคยลองเดินเล่นเข้าไปซึ่งตามรายทางก็มีสภาพเป็นป่าดีๆนี่เอง มีกุฏิของพระบางรูปอยู่ไม่น้อยทีเดียว และก็มีสัตว์จำพวกเก้งกวางอยู่เป็นฝูง ถ้ามีอาหารเป็นผักผลไม้ติดมือก็เอาไปให้มันกินได้.

สำหรับวัดอุโมงค์คงเท่านี้ก่อน ถ้าใครอยากไปเที่ยวไหว้พระในอุโมงค์ ลงเดินชมบรรยากาศก็ไปได้ง่ายๆ ไม่ไกลอยู่ในตัวเมืองเชียงใหม่นี่แหละครับ.

 

ข้อมูลบางส่วนจาก. หนังสือ"ท่องเที่ยวเรียนรู้ ล้านนา"

และ ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.umongpainting.com

 

 

rrouad@yahoo.com