เที่ยวชมเจดีย์รูปทรงแปลกตา ในเมืองเชียงใหม่ มีเจดีย์ที่ดูแปลกตาอยู่ไม่กี่แห่ง ซึ่งที่วัดแห่งนี้ ตั้งอยู่ในตัวเมือง ย่านช้างเผือก ซึ่งหาได้ไม่ยาก และเป็นที่รู้จักกันดีทีเดียว แม้แต่ถ้าได้ขับรถผ่านไป-มาบริเวณนั้น ก็จะมองเห็นองค์เจดีย์ได้สะดุดตาทีเดียวครับ.

วัดตั้งอยู่ด้านทิศเหนือของเมืองเชียงใหม่ "วัดกู่เ้ต้า" เป็นชื่อเรียกโบราณสถานตามลักษณะ องค์เจดีย์ ที่มีเรือนธาตุกลม คล้ายผลแตงโม ภาษาคำเมือง(ล้านนา) เรียกว่า"เต้า" ส่วนกู่ หมายถึง เจดีย์ที่บรรจุกระดูก วัดนี้มีขื่อเรียกอีกชื่อคือ "วัดเวฬุวนารามวิหาร" หมายถึงวิหารที่อยู่ภายในป่าไผ่ .

วัดกู่เต้า ปรากฏชื่อในเอกสาร สมัยพระยายอดเชียงราย เมื่อพ.ศ.๒๐๓๕ ว่า "มีราชบุตรพระยาเมืองใต้คนหนึ่ง ชื่อ สุริยวงค์ ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ขึ้นมาจำพรรษา ณ วัดเวฬุวันกู่เต้า หัวเมืองเชียงใหม่" ปัจจุบัน เหลือเจดีย์ ๑ องค์ตั้งอยู่บนฐานเขียงสี่เหลี่ยม เรือนธาตุ มีลักษณะทรงกลม ซ้อนลดหลั่นกัน ๕ ชั้น เรือนธาตุแต่ละด้านมีซุ้ม ประดิษฐานพระพุทธรูป เหนือเรือนธาตุ เป็นองค์ระฆังขนาดเล็ก เสาและซุ้ม มีลายวงกลม ศิลปะแบบตะวันตก ที่แพร่กระจาย มาถึงดินแดนล้านนา ในสมัยพม่า ทำไม้สัมปทานอังกฤษ สอดคล้องกับพระพุทธรูป ที่ประดิษฐาน ในซุ้มที่เป็นศิลปะพม่า แสดงถึง การซ่อมบูรณะเจดีย์ ในช่วงรัชการที่๕ สำหรับการก่อสร้างเจดีย์ พิจรณารูปแบบการก่อสร้าง ที่เรือนธาตู ซ้อนกันเป็นชั้นๆ สามารถกำหนดอายุ สมัยราว ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๑.

วัดแห่งนี้ มีประวัติความเป็นมา สืบเนื่อมาตั้งแต่สมัย ล้านนาเชียงใหม่ ตกเป็นส่วนหนึ่งของพม่า จากพงศวดาลโยนก กล่าวว่า ครั้งพม่าครองเมืองเชียงใหม่ เจ้าเม็งชานรธามังดุย ถูกพระมหาอุปราชานันทบุเรง ผู้เป็นเชษฐาต่างมารดา บังคับให้ ยกกองทัพ มาตีกรุงศรีอยุธยา แต่กลับถูก สมเด็จพระนเรศวร ตีแตกพ่าย จึงเป็นเหตุให้เกิดการ แตกร้าว กับพระเจ้า หงสาวดี จนปี พ.ศ.๒๑๓๙ เจ้าเม็งชานรธามังดุย ทรงยอมสวามิภักดิ์ กับพระนเรศวร ตัดขาดกับพระเจ้านันทบุเรง จึงไม่อาจกลับตืนสู่ปิตุภูมิได้ และสิ้นพระชนม์ ณ เมืองเชียงใหม่ ในพงศวดารพม่า กล่าวว่าปี พ.ศ.๒๑๕๖ พระมหาราชมังชวยเทา พระอนุชา ทรงจัดถวายพระเพลิงพระศพ และโปรดให้สร้างเจดีย์กู่เต้าขึ้น เพื่อบรรจุอัฐิ และพระอังคารธาตุ แล้วโปรดให้สร้างวัดขึ้น ในบริเวณดงกอไผ่ จึงได้ชื่อ "วัดเวฬุวันกู่เต้า"

เดินรอบเจดีย์ พร้อมกับได้รู้ประวัติ ความเป็นมาของวัด และที่มาของเจดีย์กู่เต้าแล้ว พาให้นึกย้อนไปว่า สถานที่นี้ ก็เป็นส่วนหนึ่ง ของประวัติศาสตร์ชาติไทย ของเรา แม้เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวหนึ่ง อย่างไรก็ดี วันนี้ ก็ได้รู้เรื่องราวดีๆอีกอย่างหนึ่งแล้่ว ความสัมพันธ์ระหว่างเชียงใหม่ กับ พม่า ซึ่งได้อ่านจากความเป็นมาของสถานที่แห่งนี้ นึกอยากกิน "แกงฮังเล" ขึ้นมาซะงั้น หิวแล้วสิ ขอตัวก่อนดีกว่า หากมีเวลา ลองมาเที่ยวชมองค์เจดีย์ แห่งนี้กันนะครับ.

ข้อมูลจาก. ป้ายแสดงส่งเสริมการท่องเที่ยว จังหวัดเชียงใหม่. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย.

 

 

rrouad@yahoo.com