วัดพระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน จังหวัดลำพูน ก็อยู่แค่ตรงนี้เองขับรถจากเมืองเชียงใหม่ไป ๑๐-๒๐ นาทีก็ไปถึงแล้ว แต่ทำไมไม่เคยไปซะที. ก็ไม่รู้เหมือนกัน จริงๆแล้ว ได้ยิน และรู้จักพระธาตุหริภุญชัย ก็แต่ชื่อ รู้ว่าเป็นวัดสำคัญของจังหวัดลำพูน ใกล้บ้านเรานี่เอง แต่ประวัติความเป็นมาลึกๆแล้ว ก็ไม่ทราบเท่าไหร่ แต่ก็อีกนั่นแหละ ด้วยหนังสือที่ได้อ่านเล่มเดิม ทำให้อยากไปไหว้พระธาตุแห่งนี้ขึ้นมา ก็ขับรถไปไม่ไกล แค่ตัวเมืองลำพูนนี่เอง.

จากตัวเมืองเชียงใหม่ ผมไปจังหวัดลำพูน ตามเส้นทางสายเก่า คือถนนสายเชียงใหม่-ลำพูน ซึ่งก็มีเหตุผลคือ ก็จะได้เก็บรูปถนนสายต้นยางที่สวยๆด้วยไง และก็ถนนก็ร่มด้วยเงาต้นยางนา ช่วงอำเภอสารภี คงเคยได้ยินชื่อเสียงของถนนสายที่สวยงามสายนี้กันมาบ้างแล้ว นับวัน ถนนสายนี้ก็ยิ่งสวยขึ้นทุกวัน ต้นยางนาอายุกว่าร้อย ทุกต้นได้ถูกชาวบ้านบวช เหมือนเป็นพระ เพื่อเป็นการอนุรักษ์ไว้ และยิ่งถ้ามีโอกาศได้มาในช่วงฤดูแล้ง ช่วงที่ดอกเอื้องผึ้ง เอื้องแซะ ที่ถูกนำขึ้นไปติดอยู่บนลำต้นยางนา พากันแบ่งบาน อย่างที่ผมได้เจออย่างนี้แล้ว การเดินทางไปไหว้พระธาตุหริภุญชัยครั้งแรกของผม ยิ่งตื่นตาตื่นใจ่เพิ่มขึ้นไปด้วย

ขับรถไปราว ๒๐ นาที อย่างสบายๆ ก็มาถึงตัวเมืองลำพูนแล้ว ลำพูนเป็นเมืองเล็กๆ หากได้ขับรถตรงตามถนนไปเรื่อย ก็จะเจอถนนรอบคูเมือง เหมือนถนนคูเมืองเชียงใหม่แหละครับ แต่ย่อขนาดลงมาหน่อย จะไปวัดพระธาตุหริภุญชัยง่ายๆ ก็แค่ขับรถเลี้ยวไปตามถนนรอบคูเมืองไปเรื่อยๆ ก็จะเจอวัดอย่างง่ายดาย.

 

เลี้ยวรถเข้าหน้าวัด มีลานจอดรถอยู่หน้าวัดกว้างขวาง ตรงนี้มีร้านขายของพวกเครื่องดื่ม ขนม และก็มีร้านขายดอกไม้ธูปเทียน ซึ่งจัดเป็นกรวยดอกแบบพื้นเมือง ไว้ให้นักท่องเที่ยวนำไปไหว้ที่องค์พระธาตุด้วย.

น่าเสียดายที่ครั้งนี้ ผมไปตรงกับช่วงที่ทางวัด มีการบูรณะอาคารสิ่งก่อสร้างภายในวัดหลายอย่างด้วย เลยไม่ได้เก็บรูปสิ่งก่อสร้างสวยๆ ที่มองผ่านนั่งร้านที่ล้อมรอบก็พอรู้ว่ามันสวยงามแค่ไหน ทั้งตัววิหาร และที่สำคัญก็หอไตร เลยไม่ได้เก็บรูปมา ก็ต้องมีโอกาศไปอีกแน่นอน. จากลานหน้าวัดเดินผ่านซุ้มประตูก็เจอกับวิหาร เดินเลยเข้าไปก็เจอกับองค์พระธาตุหริภุญชัยตามที่ตั้งใจแล้ว.

 

ครั้งแรกที่เห็นองค์พระธาตุที่สวยงาม ตระการตาด้วยแสงสีทองที่สะท้อนมาจากองค์พระธาตุ แล้วก็ต้องนึกถึงความเป็นมาที่ได้อ่านมาจากในหนังสือ ซึ่งขอยกมาคร่าวๆพอเข้าใจง่ายๆกันนะครับ

ในครั้งพุทธกาลพระพุธองค์เสด็จจากนครพารณสี มายังบริเวณที่จะเป็นเมืองหริภุญชัย แล้วพระองค์ทรงตรัสพยากรณ์ว่า ภายหลังการปรินิพพานแล้ว พระบรมธาตุของพระองค์ จะปรากฎขึ้น ณ ที่แห่งนี้และที่นี่จะเป็นมหานครอันรุ่งเรือง. จนมาถึงสมัยพระเจ้าอาทิตยราชทรงครองหริภุญชัย พระราชวังของพระองค์ได้สร้างอยู่เหนือบริเวณที่บรรจุพระบรมธาตุพอดี โดยที่พระองค์ไม่ทรงทราบมาก่อน ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงถูกพญากาเผือกที่คอยพิทักษ์พระบรมธาตุรบกวนอยู่เสมอขณะทรงถ่ายพระบังคมเบา เมื่อพระองค์ทรงทำตามนิมิตที่เกิดจากการเข้าฝันของเทวดา คือนำทารกมาเลี้ยงให้อยู่กับอีกาจนอายุครบ๗ปี จนรู้ภาษาของอีกา แล้วจึงสามารถเล่าถึงเรื่องราวที่มาได้ทั้งหมด พระองค์จึงอัญเชิญพระบรมธาติขึ้นมา และสร้างเจดีย์เพื่อบรรจุพระบรมธาตุดังกล่าว. รูปลักษณ์องพระธาตุที่เห็นในปัจจุบัน เป็นเจดีย์ทรงระฆังศิลปล้านนา ที่มีพัฒนาการลงตัวสมบูรณ์.

 

ในตำนานกล่าวว่า พระธาตุหริภุญชัยเป็นเจดีย์ทรงปราสาท มีเสาและประตูทางเข้า๔ด้าน ซึ่งคงจะมีการเปิดอัญเชิญพระบรมธาตุออกมาสรงน้ำได้ ซึ่งต่างจากรูปลักษณ์ที่เห็นในปัจจุบันนี้ ช่วงพุทธศตวรรศที่๒๐ ในรัชกาลพญาแสนเมืองมาถึงพระเจ้าติโลกราช มีการก่อเจดีย์ครอบทับพระธาตุองค์เดิม แล้วนำทองจังโก หรือแผ่นทองเหลืองที่ถูกรีดหรือตีเป็นแผ่นบางๆมาหุ้มเจดีย์ไว้ทั้งองค์ เฉพาะส่วนองค์ระฆัง มีการดุนแผ่นทองจังโกเป็นรูปพระปางลีลาและปางถวายเนตรอยู่ด้วย.

 

หลังจากได้นมัสการพระธาตุหริภุญชัยสมใจแล้ว ภายในบริเวณวัดมีสิ่งที่น่าสนใจอีกหลายที่ ที่น่าสนใจและผมได้เข้าไปกราบไว้อีกสิ่งก็คือ ที่วัดแห่งนี้ยังมีพระเจ้าทันใจให้กราบไว้ขอพรอยู่ด้วย ซึ่งผมก็ไม่พลาดที่จะเข้าไปของพรด้วยเช่นกัน. และยังมีพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุภายในวัดแห่งนี้. เขาพระสุเมรุจำลอง ซึ่งไม่ทราบประวิติการสร้างที่ชัดเจน และเล่ากันว่าเดิมตรงจุดนี้เคยเป็นบ่อน้ำมาก่อน ชาวบ้านมักจะนำดอกไม้มากราบไหว้ในช่วงเทศกาลสรงน้ำของพระธาตุ.

สุวรรณเจดีย์ และเจดีย์เชียงยัน เจดีย์ทั้งสององค์ที่อยู่ภายในบริเวณวัดมีรูปแบบศิลปะ ที่ถือเป็นต้นแบบให้กับศิลปะล้านนา โดยมีการนำไปพัฒนาปรับปรุง จนเกิดเป็นเอกลักษณ์ที่สมบูรณ์ในช่วงที่ล้านนารุ่งเรือง.

 

หอกังสดาล สร้างขึ้นใหม่เมื่อพ.ศ.๒๔๘๐ กังสดารหรือฆ้องโลหะมีจารึกและระบุว่าหล่อขึ้นที่วัดพระสิงห์ เมืองเชียงใหม่เมื่อพ.ศ.๒๔๐๒ และนำมาถวายเป็นเครื่องบูชาแด่พระธาตุ.

เดินรอบๆวัดแห่งนี้ไปเรื่อยๆมีเสียงดนตรีพื้นเมืองที่บรรเลงสดอยู่ที่ลานวัดโดยนักดนตรีที่พิการทางสายตา ก็มีตู้รับบริจากอยู่ด้วย. เสร็จจากการเดินดูโดยรอบวัดแล้ว ที่ด้านหน้าวัดข้ามถนนไปมีตลาดที่สร้างขึ้นคร่อมบนสะพาน เป็นที่จำหน่ายสินค้าของที่ระลึกของจังหวัดลำพูนอยู่ด้วย หากนักท่องเที่ยวต่างถิ่นที่สนใจก็สามารถซื้อหาของฝากได้จากที่นี่เลย.

วัดพระธาตุหริภุญชัย ครั้งแรกของผมคงต้องกลับเชียงใหม่แต่เพียงเท่านี้ แต่รับรองว่าต้องมีครั้งต่อๆไปที่ผมจะได้มาที่วัดแห่งนี้อีกแน่นอน. สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ ก็ลองแวะ หรือออกจากเมืองเชียงใหม่ไปเที่ยวกราบไว้พระธาตุที่จังหวัดลำพูน ซึ่งไม่ไกลจากเชียงใหม่เลย มีทั้งรถโดยสาร หรือหากมีรถส่วนตัวก็สามารถไปได้อย่างง่ายดายครับ.

 

ข้อมูลบางส่วนจาก. หนังสือ"ท่องเที่ยวเรียนรู้ ล้านนา"

 

 

rrouad@yahoo.com