"วัดพระสิงห์" ใครที่พอรู้จักถนนหนทางในตัวเมืองเชียงใหม่ในเขตคูเมืองเก่า พอจะรู้ว่าหากขับรถตรงมาจากหลังประตูท่าแพ ตรงไปเรือยๆจะเจอกับวัดพระสิงห์ที่อยู่แทบจะตรงใจกลางเมืองพอดี. เดิมชื่อวัด"ลีเชียงพระ" แต่ต่อมาเปลี่ยนมาเป็น"วัดพระสิงห์"ในสมัยพญาแสนเมืองมา เมื่อพระองค์อัญเชิญ"พระสิงห์"หรือ "พระพุทธสิหิงค์" มาประดิษฐานที่วัดแห่งนี้. ในสมัยพระเมืองแก้ว ได้สร้างวิหารลายคำขึ้นเพื่อประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ โดยประดิษฐานในมณฑปท้ายวิหารก่อน จากนั้นจึงย้ายออกมาเป็นพระพุทธรูปประธานในวิหารลายคำอย่างที่เห็นในปัจจุบัน. ครั้งนี้ ผมเองตั้งใจที่จะไปที่วิหารลายคำแห่งนี้โดยตรง แต่อันที่จริงแล้ว สิ่งก่อสร้างในวัดแห่งนี้ยังมีอีกหลายอย่างที่น่าสนใจและสวยงาม แต่ครั้งนี้ไปไหว้พระพุทธสิหิงค์ในวิหารลายคำกับผมก่อนนะครับ.

อย่างที่่บอกว่าหากตามถนนเส้นหลังประตูท่าแพ ตรงไปเรื่อยๆ จะเจอกับวัดพระสิงห์ เข้ามาในวัดมีลานจอดรถ และร้านขายของพวกดอกไม้ธูปเทียน เครื่องดื่ม และยังมีร้านขายของที่ระลึกเล็กๆน้อยๆอีกด้วย. ก่อนเข้าไปยังวิหารลายคำ จะเจอกับวิหารหลังใหญ่ด้านหน้าวัดเข้าไปกราบพระประธานก่อน แล้วค่อยออกมาเดินไปตามทางเดินข้างวิหาร แล้วก็จะเจอกับวิหารลายคำ ซึ่งตั้งอยู่ข้างเจดีย์ และอุโบสถวัดพระสิงห์ ซึ่งก็สวยงามไม่แพ้กันเลย.

"วิหารลายคำ"สร้างขึ้นมาในสมัยพระเมืองแก้ว เมื่อพ.ศ.๒๐๖๑ แต่ลักษณะที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการประดับตกแต่ง ล้วนแต่เป็นงานที่เกิดจากการบูรณะขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่๒๔-๒๕ลงมา แต่ยังคงรักษาแบบแผนดั้งเดิมไว้ คือรูปแบบของอาคารที่มีมณฑปเชื่อมต่ออยู่ที่ส่วนท้ายของวิหาร.

ถ่ายรูปทั้งส่วนต่างๆที่สวยงามของตัววิหารจากภายนอก และก็ไม่ลืมที่จะหามุมสวยๆถ่ายรูปตัวเองด้วยแหะๆ คงไม่ว่ากัน จริงๆแล้วที่วัดแห่งนี้มักจะมีนักท่องเที่ยวทั้งไทย-เทศมาเที่ยวอยู่ไม่ขาดสายคงเพราะเป็นวัดที่อยู่ใจกลางเมือง และในหนังสือท่องเที่ยวต่างๆที่แนะนำให้นักท่องเที่ยวต้องมาที่วัดแห่งนี้ การที่จะหาช่องว่างเพื่อที่จะถ่ายรูปก็วุ่นวายเล็กน้อย วันที่ผมมาก็มีกลุ่มนักศึกษาที่มาทัศนศึกษาด้วย. หลังจากถ่ายรูปชื่นชมความงามของตัวอาคารแล้ว เข้าไปชมด้านในของวิหารลายคำและถือโอกาศไหว้พระพุทธสิหิงค์กันเลยนะครับ

พระพุทธสิหิงค์ซึ่งเป็นพระองค์ประธานในวิหารลายคำแห่งนี้ และที่สะดุดตาก็คือ ที่มาของชื่อวิหารลายคำ.

ลักษณะของห้องท้ายวิหารโดยทั่วไปของล้านนา จะมีบรรยากาศที่เน้นความเป็นทิพย์สภาวะของสรวงสวรรค์ ด้วยการใช้ลวดลายสีแดงและทอง หรือที่เรียกว่า"ลายคำ" ประดับบนผนังด้านหลังรวมทั้งส่วนโครงหลังคา ซึ่งสีดังกล่าวนี้สื่อแสดงถึงความขลังและศักดิ์สิทธิ์ กล่าวได้ว่าในบรรดาลายคำทั้งหมดของล้านนา วิหารหลังนี้ ได้รับการกล่าวขานกันว่างดงามที่สุด จนนำมาเรียกวิหารหลังนี้ว่า"วิหารลายคำ"

หลังจากที่ได้ชื่นชมความงามของลายคำที่ผนังห้องท้ายวิหารแล้ว ทั้งสองฝั่งผนังยังมีจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนขึ้นในครั้งที่มีการบูรณะวิหารในต้นพุธศตวรรศที่๒๕ โดยวาดเรื่อง"สังข์ทอง" และ"สุวรรณหงส์" ซึ่งจากที่มองโดยสายตาผมแล้วในตอนนี้ก็ลบเลือนไปตามกาลเวลาอยู่ไม่น้อยทีเดียว หากจะดูให้รู้เรื่อง คงต้องมีหนังสือแนะนำการท่องเที่ยวติดมือมาด้วย ซึ่งก็จะสามารรถมองเห็นในรายละเอียดของภาพได้โดยเข้าใจ.

ในหนังสือคู่มือที่ผมมีอยู่ในมือ เล่ากันว่าภาพจิตรกรรมฝาผนังในวิหารลายคำ เกิดจากการวาดประชันผีมือกันระหว่างช่างสองคนที่แบ่งกันวาดภาพคนละเรื่อง แยกกันคนละฝั่งของวิหาร โดย"เจ็กเส็ง"วาดเรื่องสังข์ทอง และ"หนานโพธา"วาดเรื่องสุวรรณหงส์ ซึ่งเมื่อพิจรณาทางด้านความงามเปรียบเทียบกันแล้ว ต่างก็ยกย่องว่าเรื่องสังข์ทองงดงามกว่า แต่อย่างไรก็ตามผลงานของช่างทั้งสองก็ถือได้ว่าเป็นฝีมือชั้นเยี่ยม สามารถสะท้องให้เห็นถึงรสนิยมความเป็นอยู่ของชนชั้นสูงของล้านนาได้เป็นอย่างดี แม้รูปแบบของภาพจะผสมผสานอิทธิพลของจิตรกรรมแบบรัตนโกสินทร์ และจิตรกรรมพม่า.

ภาพจิตรกรรมฝาผนังในส่วนของเื่รื่องสุวรรณหงส์ ดูแล้วจะลบเลือนและเสียหายมากว่าทางฝั่งเรื่องสังข์ทอง ซึ่งหากใครที่ได้ไปเที่ยวชมภาพจิตรกรรมที่นี่แล้วก็ขอความกรุณาอย่าสัมผัสภาพกันเลยนะครับ แค่อาศัยกาลเวลาที่ผ่านมาเนิ่นนาน ภาพจิตรกรรมเหล่านี้ก็เสียหายไปไม่น้อยแล้ว ชื่นชมด้วยสายตา ถ่ายรูปเก็บไว้ เหลือให้คนรุ่นต่อๆไปได้มีโอกาศได้มาชมสิ่งที่สวยงามแบบนี้บ้างนะครับ .

อย่างที่บอกตั้งแต่แรก ว่าที่วัดพระสิงห์แห่งนี้ นอกจากวิหารลายคำที่งดงามแล้ว ยังมีสิ่งก่อสร้างต่างๆที่งดงามไม่แพ้กัน อย่างอุโบสถเรือนไม้ของวัดที่อยู่ใกล้ๆกันกับวิหารลายคำ อาคารแบบล้านนาขนาดใหญ่ซึ่งมีกู่อยู่ด้านใน พญากาวิละสร้างขึ้นถวายพร้อมกับหอไตร ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าวัดก็มีความสวยงามและมีความสำคัญไม่แพ้กัน สิ่งก่อสร้างหลายๆอย่างในวัดพระสิงห์ คงต้องขอแนะนำสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีเวลาท่องเที่ยวในตัวเมืองเชียงใหม่ต้องไม่พลาดนะครับ.

ข้อมูลบางส่วนจาก. หนังสือ"ท่องเที่ยวเรียนรู้ ล้านนา"

 

 

rrouad@yahoo.com